เพื่อนๆหลายคนคงเคยเรียนวิชาภาษาไทยกันมาตั้งแต่เด็กใช่ไหมครับ​ แล้วเคยเป็นแบบผมไหมอยู่ๆตื่นขึ้นมาในความเงียบสงบของกลางดึกแล้วอยู่ๆก็นึกถึงกลอนที่เป็นวรรคทองของวรรณคดี​ ท่องซ้ำไปซ้ำมาในหัวเช่น

อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก     แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หายแม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย   เจ็บจนตายนั้นเพราะเหน็บให้เจ็บใจ”

คุ้นๆ​ หูคุ้นๆ​ ตากันบ้างใช่ไหมครับเป็นเพลงยาวถวายโอวาท ที่เป็นผลงานกวีนิพนธ์แบบกลอนประพันธ์โดยสุนทรภู่​ และผมแปลจากบทนี้ได้ว่า​ เป็นการเปรียบเทียบ​ระหว่าง​ความหวานที่เป็นรูปธรรม​กับนามธรรม​ของคนสมัย​นั้นเช่นน้ำตาลกินไปก็หวานเพียงแค่ตอนที่เราทานสักพักก็จืดจาง​ไปเป็นธรรมดาแต่คำพูดที่หวาน​พูดดีน่าฟังจะทำให้ผู้ที่ฟังและได้ยินชื่นชม​ชื่นชอบไปอีกนาน​ เป็นการเล่นคำว่าความหวาน​ หวานที่กินได้กับหวานที่ได้ยิน

นอกจากบทนี้เพื่อนเคยนึกถึงวรรณ​คดี​บทอื่นกันบ้างรึเปล่า

เช่น​

“ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ
สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย
ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ”

กลอนสุนทรภู่ บางตอนจาก “นิราศภูเขาทอง”

เป็นการเปรียบ​การเมาที่เห็นภาพจริง​ แล้วเพื่อนๆผู้ที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้​มีวรรณ​ทองที่ตื่นขึ้นมาแล้วนึกถึงกันบ้างไหมครับ​ ช่วยบอกให้ผมรู้หน่อยในคอมเมนท์​ด้านล่าง

ใส่ความเห็น