ประวัติความเป็นมา

สร้างขึ้นเมื่อ ร.ศ. 188 (พ.ศ. 2442) โดยหลวงสรรพากรซึ่งเป็นนายอำเภอคนแรก ได้สร้างขึ้นในหมู่ที่ 4 ตำบลบ้านเก่ง เรียกชื่ออำเภอว่า “อำเภอบ้านแก่ง” ปี พ.ศ.2477 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปอยู่ ที่ ม.6 ต.ปากน้ำโพ จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า “อำเภอปากน้ำโพ” เมื่อ พ.ศ.2482 ได้เปลี่ยนชื่ออำเภอเป็นที่ตั้งศาลากลาง จึงเรียกว่า “อำเภอเมืองนครสวรรค์” ปี 2497 ได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่ ถ.มาตุลี ซึ่งเป็น ที่ตั้งอำเภอในปัจจุบัน

คำขวัญประจำอำเภอ

ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา โบสถ์เทวดารังสรรค์ หลวงพ่อศรีสวรรค์เลิศภพ

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอเมืองนครสวรรค์ตั้งอยู่ทางตอนกลางของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอข้างเคียง ดังนี้

  • ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบรรพตพิสัย อำเภอเก้าเลี้ยว และอำเภอชุมแสง
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอชุมแสงและอำเภอท่าตะโก
  • ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอพยุหะคีรีและอำเภอโกรกพระ
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอลาดยาว

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอเมืองนครสวรรค์แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 17 ตำบล 172 หมู่บ้าน ได้แก่

  1. ปากน้ำโพ – หมู่บ้าน
  2. กลางแดด 7 หมู่บ้าน
  3. เกรียงไกร 12 หมู่บ้าน
  4. แควใหญ่ 5 หมู่บ้าน
  5. ตะเคียนเลื่อน 12 หมู่บ้าน
  6. นครสวรรค์ตก 10 หมู่บ้าน
  7. นครสวรรค์ออก 7 หมู่บ้าน
  8. บางพระหลวง 6 หมู่บ้าน
  9. บางม่วง 12 หมู่บ้าน
  10. บ้านมะเกลือ 12 หมู่บ้าน
  11. บ้านแก่ง 12 หมู่บ้าน
  12. พระนอน 15 หมู่บ้าน
  13. วัดไทร 15 หมู่บ้าน
  14. หนองกรด 17 หมู่บ้าน
  15. หนองกระโดน 16 หมู่บ้าน
  16. หนองปลิง 8 หมู่บ้าน
  17. บึงเสนาท 6 หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอเมืองนครสวรรค์ประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 18 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลนครนครสวรรค์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปากน้ำโพทั้งตำบล ตำบลแควใหญ่ (เฉพาะหมู่ที่ 4, 7, 10) ตำบลนครสวรรค์ตก (เฉพาะหมู่ที่ 1, 4, 5, 9, 10) ตำบลนครสวรรค์ออก (เฉพาะหมู่ที่ 1, 4, 5, 6, 7) และตำบลวัดไทร (เฉพาะหมู่ที่ 10, 11, 12, 13)
  • เทศบาลตำบลหนองเบน ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลหนองกรดและตำบลหนองกระโดน
  • องค์การบริหารส่วนตำบลกลางแดด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกลางแดดทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลเกรียงไกร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเกรียงไกรทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลแควใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแควใหญ่ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครนครสวรรค์)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลตะเคียนเลื่อน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลตะเคียนเลื่อนทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนครสวรรค์ตก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนครสวรรค์ตก (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครนครสวรรค์)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนครสวรรค์ออก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนครสวรรค์ออก (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครนครสวรรค์)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางพระหลวง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางพระหลวงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางม่วงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านมะเกลือ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านมะเกลือทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแก่ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านแก่งทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลพระนอน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพระนอนทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลวัดไทร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลวัดไทร (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครนครสวรรค์)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกรด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองกรด (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลหนองเบน)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระโดน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองกระโดน (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลหนองเบน)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลิง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองปลิงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบึงเสนาท ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบึงเสนาททั้งตำบล

เศรษฐกิจ

อาชีพหลัก

อาชีพเกษตรกรรม  และอาชีพค้าขาย

ธนาคาร

30 แห่ง

การเกษตร

ข้าวนาปี  ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง กล้วยไข่

ทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งน้ำที่สำคัญ

  1. แม่น้ำเจ้าพระยา
  2. บึงบอระเพ็ด
  3. เขาหลวง ต.หนองกรด
  4. แหล่งแร่หินอ่อน ต.หนองกระโดน

สถานที่ท่องเที่ยว

  • บึงบอระเพ็ด เป็นทะเลสาปน้ำจืดทีใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พื้นที่ประมาณ 132,373 ไร่ เป็นแหล่งธรรมชาติสมบูรณ์ของนกน้ำ พันธุ์บัว พรรณพืช พันธุ์สัตว์ นานาชนิด และองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ เข้ามาพัฒนาพื้นที่จำนวน 165 ไร่ ที่ได้รับมอบจากกรมประมงเมื่อปี 2543 พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวครบวงจรแห่งใหม่ในภูมิภาค
  • วัดเกาะหงส์ เป็นวัดเก่าแก่กว่า 200 ปี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กลุ่มชุมชนเชื้อสายมอญ ยังมีการเล่นสะบ้า ลูกช่วง มอญซ่อนผ้า ประเพณีแข่งเรือ ปิดทองไหว้พระและงานประเพณีสงกรานต์ วัดเกาะหงษ์ ตั้งในปีพ.ศ. 2336 ยังคงเหลือสถาปัตยกรรมที่สำคัญคือวิหาร(โบสถ์เก่า) ลักษณะศิลปะอยุธยาตอนปลาย-รัตนโกสินทร์ตอนต้น ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปเทพชุมนุมหลายองค์เขียนต่อเนื่องกันไปแบบงานจิตรกรรมสมัยอยุธยาลักษณะฝีมือช่างหลวง ในการเสด็จประพาสต้นทางเหนือของ “พระพุทธเจ้าหลวง” ได้เสด็จผ่านมาถึง “วัดบ้านเกาะ หรือวัดเกาะหงษ์” เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2449 (ร.ศ 125) พระองค์นมัสการพระประธานในโบสถ์ และนมัสการ “หลวงปู่กัน” ซึ่งเป็นสมภารวัดในขณะนั้นโดยภายในพระอุโบสถ พระองค์ทรงเห็น “พระสังกัจจายน์” ยืนมือกุมท้อง ทรงพอพระทัยเป็นอันมากจึงขอเชิญพระกัจจายน์ไป แล้วพระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน 1 ชั่ง (80 บาท) เพื่อให้จัดสร้างขึ้นใหม่แทนซึ่งก็คือองค์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันความอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของวัดแห่งนี้ก็คือ การรักษาโรคด้วยวิธี “เหยียบฉ่า” โดยหมอจะนำเท้าจุ่มสมุนไพร แล้วนำไปเหยียบแผ่นเหล็กที่กำลังเผาไฟจนร้อนจัด ขณะเหยียบเหล็กจะเกิดเปลวไฟลุกท่วมเท้าเสียงดัง “ฉ่า” จากนั้นก็นำมาเหยียบให้ผู้ป่วยบริเวณที่มีการเจ็บป่วย ซึ่งนับว่าเป็นการรักษาโรคแบบโบราณที่มีความอัศจรรย์มาก ตามตำนานกล่าวว่าสืบทอดกันมากกว่าร้อยปี
  • วัดคีรีวงศ์ ตั้งอยู่บนเขาในเขตตัวเมืองนครสวรรค์ สร้างสมัยปลายกรุงสุโขทัย เดิมเป็นวัดร้างกลางป่าเขา มีพระธุดงค์แสวงบุญมาพบเมื่อปี 2504 ปัจจุบันเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครสวรรค์ มีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาปฏิบัติกิจกรรมทางพุทธศาสนาเป็นประจำ ภายในบริเวณวัดประกอบด้วย พระอุโบสถ สมเด็จพระพุทธโคดมจำลอง ศาลาพุทธานุภาพ วิหารหลวงพ่อโต และพระจุฬามณีเจดีย์ ซึ่งสร้างในสมัยศตวรรษที่ ๑๙ ปลายกรุงสุโขทัยประมาณ 600 ปีมาแล้ว โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโก) วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ เป็นผู้ตั้งชื่อให้ และแนะนำให้สร้างพระจุฬามหาเจดีย์ไว้บนยอดเขา
  • วัดศรีสุวรรณ (วัดเขื่อนแดง) เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นเป็นวัดตั้งแต่ พ.ศ. 1925 ต้นสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ประมาณ พ.ศ. 2459 มีประวัติที่เล่าต่อกันมาว่าคหบดีตระกูลหนึ่งมีภรรยา 2 คน ต่างคนก็มีบุตรชาย เมื่ออายุครบบวชก็ได้สร้างวัด ภรรยาคนหนึ่งสร้างวัดชื่อ “วัดฉิมพลียางโทน” อยู่ทางทิศใต้ ส่วนอีกคนหนึ่งสร้าง “วัดเขื่อนแดง” หรือ “วัดศรีสุวรรณ” ในปัจจุบัน และวัดนี้มีนามเรียกกันอีกนามหนึ่งว่า “วัดตะแลงแกง” เนื่องจากได้เคยเป็นที่กักขังและประหารนักโทษ ที่นี่ เคยเป็นวัดร้างที่ทรุดโทรมและได้รับการบูรณะขึ้นใหม่เมื่อคราวสงครามมหาเอเชียบูรพา ราว พ.ศ. 2485 ทางการทหารได้อาศัยที่วัดศรีสุวรรณเป็นที่ตั้งกองบัญชาการยุทธภูมิชั่วคราว
  • วัดจอมคีรีนาคพรต อยู่นอกตัวเมืองปากน้ำโพก่อน จะถึงสะพานเดชาติวงศ์ วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ ทางด้านซ้ายมือ ของ ถนนพหลโยธิน เมื่อขึ้นไปแล้ว จะมองเห็นทัศนียภาพอันงดงาม ของแม่น้ำเจ้าพระยาสะพานแรก และสะพาน เดชาติวงศ์ ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ เจ้าพระยาสะพานแรก และสะพานสร้างใหม่อีก สะพานหนึ่งแล่นขนานกัน ที่วัดนี้มีรอยพระพุทธบาท มีงานนมัสการทุกเดือน 12 นอกจากนี้ ก็มีศาลาอยู่แห่งหนึ่งเรียกว่า ศาลาเทวดา สร้าง เพราะสามารถ บรรจุคนได้มากมายไม่รู้จักเต็ม วัดจอมคีรีนาคพรตเป็นวัดโบราณ เดิมมีชื่อเรียกว่า “วัดลั่นทม” บ้าง “วัดเขา” บ้าง “วัดเขานครสวรรค์” บ้าง จนถึงสมัย ร.4 ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “วัดเขาบวชนาค” แต่หลักฐานจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีชื่ออย่างอื่นคือ “วัดสุวรรณคีรีนาคพรต” ต่อมาในราวปี พ.ศ. 2425 พระยาราชสัมภารากร (เลื่อน สุรนันท์) ได้เขียนบอกชื่อขณะเดินทางผ่านไปเมืองเชียงใหม่ว่า “วัดหัวเมือง” ประมาณปี พ.ศ. 2449 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 วัดนี้จึงมีชื่ออย่างเป็นทางการจนถึงปัจจุบันว่า “วัดจอมคีรีนาคพรต” แต่คนทั่วไปยังคงเรียกว่า “วัดเขาบวชนาค” หรือเรียกแบบย่อ ๆ ว่า “วัดเขา”
  • วัดท่าดินแดง สร้างขึ้นเมื่อปี 2471 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มริมน้ำ ทำให้ประสบปัญหาอุทกภัยต่อเนื่องทุกปี จึงต้องบูรณะอาคารต่าง ๆ ที่ชำรุดทรุดโทรม รวมถึงก่อสร้างอุโบสถเพื่อให้มีความสูงพ้นระดับน้ำท่วม มีเสนาสนะสำคัญ อาทิ อุโบสถ ศาลาการเปรียญ ศาลาอเนกประสงค์ มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดหน้าตักกว้าง 39 นิ้ว สูง 55 นิ้ว หล่อด้วยทองเหลือง ที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเททองหล่อ เมื่อปี 2553 ประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประจำอุโบสถ ปัจจุบันมีพระครูนิทัศน์ธรรมสถิต เป็นเจ้าอาวาส มีพระภิกษุจำพรรษา 10 รูป สามเณร 1 รูป
  • วัดเทพนิมิตทรงธรรม (ถ้ำบ่อยา) เป็นวัดหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งอยู่ไกลออกไปจากตัวเมืองหลายกิโลเมตร มีเนื้อที่ไม่ค่อยมากนักเนื่องจากอยู่บนเขาจึงทำให้การขยับขยายเป็นไปได้ยาก วัดเทพนิมิตทรงธรรม อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมป่าไม้ จุดเด่นของ วัดเทพนิมิตทรงธรรม (ถ้ำบ่อยา) คือมีถ้ำที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในถ้ำ มีพระพุทธรูปอยู่ในถ้ำและมีวัตถุโบราณต่าง ๆ มากมายอยู่ในถ้ำ มีพระมหาศิวะเทพให้ หลวงพ่อเกิดกราบไหว้บูชา และกราบไหว้สิ่งสิทธิ์ที่อยู่ในถ้ำ และเมื่อขึ้นมาจะเห็นทัศนียภาพของบริเวณวัด ตั้งอยู่บนเขามีทางบันไดทางขึ้นประมาณ 300 ขั้น ต้องเดินเท้าเท่านั้นเหมาะแก่การมาท่องเที่ยวและเที่ยวชม ศาสนสถาน บูชาและกราบไหว้ วัดเทพนิมิตทรงธรรม (ถ้ำบ่อยา) เป็นวัดหนึ่งที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนครสวรรค์ และเป็นที่นับถือของคนในท้องถิ่นและต่างถิ่น ทางเข้าวัดสามารถนำรถยนต์เข้าไปได้แต่ทางไม่ค่อยจะดีนักโดยใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองนครสวรรค์ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
  • วัดไทรใต้ เป็นวัดที่เก่าแก่ ก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ เดิมมีชื่อว่า วัดไทรทอง ต่อมา มีการสร้างวัดทางทิศเหนือของวัดไทรทอง ชื่อว่า วัดไทรเหนือ วัดไทรทองจึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดไทรทองใต้ แต่ประชาชนเรียกว่า วัดไทรใต้ คำว่า ทอง หายไป วัดนี้เคยเป็นสำนักวิปัสสนามาก่อน และเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สองศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ ได้ย้ายมาตั้งที่วัดไทรใต้เป็นการชั่วคราว และสภาพเดิมเป็นชุมชนตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นอย่างมาก ประชาชนเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีวัดจึงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ วัดสมัยก่อนๆที่ตั้งริมแม่น้ำจะมีต้นไทรจำนวนมาก ชุมชนแถวนี้สมัยก่อนอยู่ริมน้ำจึงมีต้นไทรมากมาย
  • วัดนครสวรรค์ เดิมมีนามว่า “วัดหัวเมือง” เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ จากหลักฐานโบราณวัตถุ น่าเชื่อว่าสร้างขึ้นในตอนปลายสมัยกรุงสุโขทัย วัดหัวเมืองได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 1972 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (พระเจ้าสามพระยา) อันเป็นรัชกาลที่ 7 แห่งกรุงศรีอยุธยา ก่อนจะเปลี่ยนชื่อจากวัดหัวเมืองมาเป็นวัดนครสวรรค์ วัดหัวเมืองมีชื่ออีกชื่อหนึ่งคือ วัดโพธิลังการาม เนื่องจากได้มีผู้นำต้นโพธิ์จากประเทศศรีลังกามาปลูกที่หน้าวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา 4 ต้น และมีเจดีย์ใหญ่อยู่ใกล้ต้นโพธิ์นั้น ปัจจุบันทั้งเจดีย์และต้นโพธิ์ไม่มีให้เห็นแล้ว รวมทั้งสายน้ำได้เปลี่ยนทิศทางห่างออกไปจากวัดประมาณ 100 เมตร วัดหัวเมือง ได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดนครสวรรค์อย่างเป็นทางการในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อของมณฑลนครสวรรค์และจังหวัดนครสวรรค์ที่ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2435 ทางราชการได้เคยใช้สถานที่วัดนี้ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา (มีศิลาจารึกเป็นหลักฐาน) เป็นที่พำนักอยู่จำพรรษาของเจ้าคณะจังหวัดเป็นสถานที่สอบธรรมและบาลีสนามหลวงตลอดมา
  • วัดโพธาราม ได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ นับตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2506 สาเหตุ คือ เป็นวัดที่มีสำนักเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งนักธรรมและบาลี ซึ่งเป็นสำนักเรียนดีเด่นและตัวอย่าง อีกทั้งมีพระภิกษุ – สามเณรเป็นจำนวนมาก มีที่ธรณีสงฆ์ครอบคลุมตั้งแต่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ถึงแม่น้ำเจ้าพระยา วัดโพธารามมีความสวยงามเป็นระเบียบ – มีพระประธานในอุโบสถ ปางมารวิชัย สร้างด้วยทองเหลือง มีพระนามเรียกว่า “พระโพธานุชินราช” สร้างขึ้นที่วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. 2456 โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) พร้อมเจ้าคณะมณฑลนครสวรรค์สมัยที่ดำรงสมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรมเป็นผู้ดำเนินการหล่อขึ้นพร้อมกับพระอัครสาวก
  • วัดวรนาถบรรพต (เขากบ) เป็นวัดหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ มีเนื้อที่ไม่มากเนื่องจากอยู่บนเขาจึงทำให้การขยับขยายเป็นไปได้ยาก จุดเด่นของ วัดวรนาถบรรพต คือมีรอยพระพุทธบาทจำลองสมัยสุโขทัย มีเจดีย์ที่ผู้คนต่างนับถือและมีความเชื่อว่า เมื่อขึ้นมาวัดนี้นอกจากการมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วยังมีการมาขอสิ่งที่ปรารถนาจากเจดีย์นี้ที่อยู่บนวัดโดยการเดินวนรอบ ๆ เจดีย์และคิดสิ่งที่ต้องการและจะสมหวัง และนมัสการหลวงปู่ทอง กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเมื่อขึ้นมาจะเห็นทัศนียภาพของเมืองนครสวรรค์ วัดวรนาถบรรพต ได้ตั้งอยู่บนเขามีทางบันไดทางขึ้นประมาณ 400 ขั้น และทางให้รถยนต์ขึ้นได้เหมาะแก่การมาท่องเที่ยวและเที่ยวชม ศาสนสถาน บูชาและกราบไหว้ วัดวรนาถบรรพต เป็นวัดหนึ่งที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนครสวรรค์ และเป็นที่นับถือของคนในท้องถิ่นและต่างถิ่น ทางเข้าวัดวรนาถบรรพต ต้องเดินขึ้นบันไดหรือรถยนต์ส่วนบุคคลด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษโดยใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองนครสวรรค์ประมาณ 30 นาที
  • วัดศรีสวรรค์สังฆราม (วัดถือน้ำ) เป็นวัดหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ มีเนื้อที่ กว้างขวางพอสมควร ซึ่ง จุดเด่นของวัดศรีสวรรค์สังฆราม คือมีหลวงพ่อดำอู่ทองที่เป็นที่นับถือของคนในท้องถิ่น และมีวิหาร ภปร. 200 ปี อนุสาวรีย์ม้าทหารญี่ปุ่นให้เข้าชมและศึกษา มีพื้นที่กว้างขวาง วัดศรีสวรรค์สังฆราม มีโรงเรียนอยู่ติดกับวัดทำให้เนื้อที่ของวัดรวมทั้งโรงเรียนกว้างขวางพอสมควร เหมาะแก่การมาท่องเที่ยวและเที่ยวชม ศาสนสถาน บูชาและกราบไหว้ หรือมาทำบุญ วัดศรีสวรรค์สังฆราม เป็นวัดหนึ่งที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนครสวรรค์ และเป็นที่นับถือของคนในท้องถิ่นและต่างถิ่น ทางเข้าวัดศรีสวรรค์สังฆราม ต้องเข้ามาทางในค่ายจีรประวัติโดยใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองนครสวรรค์ประมาณ 30-40 นาที
  • วัดศรีอุทุมพร สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ. 2485 โดยมี พระครูจ้อย จนฺทสุวณฺโณ ดำเนินการและปกครองวัดมาตั้งแต่แรกเริ่มสร้างวัด ชาวบ้านมักจะเรียกว่า “ วัดวังเดื่อ ” ตามชื่อบ้านมาแต่เดิม ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 พื้นที่ที่ตั้งวัดนั้นเป็นที่ราบลุ่ม สภาพแวดล้อมเป็นที่นาและมีหมู่บ้านล้อมรอบ อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มีอุโบสถกว้าง 8 เมตร ยาว 16 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2593 ศาลาการเปรียญ กว้าง 22 เมตร ยาว 40 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2511 กุฏิสงฆ์จำนวน 4 หลัง ต่อมา พระครูจ้อย จนฺทสุวณฺโณ ได้ซื้อที่ดินของ น.ส.สุพรรณี – น.ส.ราตรี เกษวิริยะการ เพิ่มอีก 6 ไร่ 3 งาน 27 ตารางวา เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2539 ได้รับโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 ได้มีการจัดสร้างอาคารเสนาเสนะต่าง ๆ ขึ้นอีกมากมาย
  • วัดหนองกระโดน สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2426 ปัจจุบันมีพระครูนิมิตวิสุทธิคุณ หรือ “หลวงพ่ออ้วน จรณวฒโฑ” ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสลำดับที่ 17 ซึ่งท่านได้สืบสานตำรับวิชาอาคมของหลวงพ่อพวง และศึกษาฝึกปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากรรมฐานจากพระอาจารย์อูทั่นชาวพม่า นอกจากนี้ยังได้ศึกษาพระเวทวิชาคาถาอาคมจากหลวงพ่อรุ่ง วัดถ้ำคูหาสวรรค์ จ.นครสวรรค์ จนเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวปากน้ำโพและเป็นพระเกจิอาจารย์ที่สงเคราะห์ชาวบ้านญาติโยม จึงได้รับความเคารพนับถือในระดับแถวหน้าของนครสวรรค์เช่นกัน โดยเฉพาะท่านสำเร็จวิชากสินสี่ ยิงกระสุนคต ปราบคุณไสยและมีวิชามหาทะมึนจากตำราหลวงพ่อพวง ด้วยการหุงน้ำมันมนต์รักษากระดูกซึ่งทุกวันนี้มีชาวบ้านเข้ามารับการรักษาโรคกระดูกทุกวัน ดังนั้นชาวบ้านมักจะสัมผัสได้ถึงความมีเมตตาบารมีของท่าน
  • สะพานเดชาติวงศ์ ได้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2485 สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาโดยกรมทางหลวง ซึ่งสร้างสะพานแห่งนี้โดยมีจุดประสงค์ให้เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงระหว่างภาคกลางและภาคเหนือแทนเส้นทางเรือ โดยมีพิธีเปิดให้ใช้งานได้เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2493 โดยมีพันตรี หม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวงในสมัยนั้นเป็นประธานเปิดสะพาน ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 กรมทางหลวงได้งบประมาณทางหลวงหมายเลข 32 ตอน บางปะอิน-นครสวรรค์ จึงได้สร้างสะพานขึ้นอีกสะพานหนึ่งคู่กับสะพานเดชาติวงศ์เดิม เรียกว่า สะพานเดชาติวงศ์ 2 โดยเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กคู่ขนานไปกับสะพานเดชาติวงศ์เดิม และเปิดใช้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2514 ต่อมาได้มีการสร้างสะพานเดชาติวงศ์ 3 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 และสร้างเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2536
  • หอชมเมืองนครสวรรค์ ณ ยอดเขาวัดคีรีวงศ์ ซึ่งเป็นที่ที่จะได้สัมผัสทัศนียภาพของนครสวรรค์ที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม ที่นี่มีลักษณะเป็นหอสูง 32 เมตร เปิดให้บริการเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551 เมื่อเข้าไปภายในจะพบชั้นต่าง ๆ ที่มี 10 ชั้นจัดเตรียมกิจกรรมต่าง ๆ ให้นักท่องเที่ยว ได้แก่ ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของจังหวัด มีร้านค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP ส่วนชั้นที่ 2 และ 3 แบ่งเป็นสองส่วน โดยมีร้านอาหาร เครื่องดื่ม ขนมหวาน Internet Cafe สำหรับชั้นที่ 4-9 เป็นบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นที่ 10 ซึ่งเป็นบริเวณดาดฟ้า สำหรับชมวิวตัวเมืองนครสวรรค์และอำเภอใกล้เคียงแบบ 360 องศา และสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองนครสวรรค์ไปไกลกว่า 10 กิโลเมตร โดยทิศตะวันออกจะเห็นทิวทัศน์เขากบและบึงบอระเพ็ด ทางทิศใต้จะเห็นอุทยานสวรรค์ ต้นน้ำเจ้าพระยา สะพานเดชาติวงศ์ วัดเขาจอมคีรีนาคพรต ส่วนด้านทิศตะวันตกจะพบความสวยงามของทิวเขาเป็นฉากธรรมชาติที่งดงาม อีกทั้งยังมีการจัดเก้าอี้สำหรับนั่งพักผ่อน กล้องส่องทางไกล และยังมีกิจกรรมกลางคืนที่ทางเทศบาลฯ ได้จัดขึ้น โดยมีการติดตั้งกล้องดูดาวสำหรับผู้สนใจเรื่องดาราศาสตร์ และเมื่อชมวิวกันเต็มอิ่มแล้ว ยังสามารถเดินทางไปวัดคีรีวงศ์ สักการะพระเจดีย์จุฬามณีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองนครสวรรค์อีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหอชมเมือง
  • อุทยานสวรรค์ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เปรียบเสมือนปอดของเมืองนครสวรรค์ และเป็นสวนสาธารณะที่ได้รับรางวัล สวนสาธารณะระดับดีมากจากกรมอนามัย ที่นี่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 314 ไร่ มีรั้วกั้นโดยรอบและมีถนนวงแหวนลาดยาง 2 ชั้น กว้าง 6 เมตร ยาว 3,200 เมตร ตรงกลางเป็นเกาะมีพื้นที่ประมาณ 3 ไร่เศษ จุดเด่นที่มองเห็นมาแต่ไกลคือ มังกรสวรรค์ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยมังกรขนาดเล็ก 4 ตัว หันหน้าไปคนละทิศ ที่ฐานวงกลมตกแต่งด้วยเมฆ มีศาลารอบ 4 หลัง และสะพานแบบสถาปัตยกรรมจีนสร้างขึ้นเพื่อ เป็นทางเดินเข้าไปยังมังกรสวรรค์เมื่อขึ้นไปยืนบนฐานมังกรเราจะได้เห็นบริเวณโดยรอบของอุทยานสวรรค์ ส่วนด้านล่างสะพานเป็นสระบัวโค้ง ภายในเกาะยังมีเวทีน้ำพุ น้ำตกจำลองขนาดใหญ่ ห้องรับรอง และสวนดอกไม้ ด้านหน้าสวนสาธารณะมีห้องน้ำและห้องแต่งตัวบริการนักท่องเที่ยว ตลอดจนมีลานจอดรถขนาดใหญ่ให้บริการอีกด้วย เนื่องจากไม่อนุญาตให้นำรถเข้าไปภายในพื้นที่สวนฯ

แหล่งอ้างอิง :

http://rdi.nsru.ac.th/knowledge/district001.php
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C
https://www.sawadee.co.th/thai/nakhonsawan/attractions.html
https://thailandtourismdirectory.go.th/th/info/search/list?search=&province=60&maintype=M1&lat=&lng=
http://www.nakhonsawan.go.th/joomla/index.php?option=com_content&view=article&id=1533:2561&catid=8&Itemid=102

ใส่ความเห็น