1. เลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ : เป็นสิ่งที่สำคัญมาก อย่าเห็นการใช้ของถูก แต่ควรเลือกอุปกรณ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ในที่นี้หมายรวมถึงตั้งแต่ SmartPhobe, สายชาร์จ, PowerBank และปลั๊กไฟ


2. ไม่วางสมาร์ทโฟนทิ้งไว้ในที่ที่มีอากาศร้อน : เพราะแบตเตอรี่คือตัวเก็บพลังงานไฟฟ้า พอเจอความร้อนสูง ก็สามารถกลายเป็นตัวจุดระเบิดย่อยๆ ยิ่งถ้าโชคร้ายตอนระเบิดดันอยู่ใกล้กับวัตถุติดไฟเรื่องเศร้าก็จะตามมา


3. ไม่ชาร์จทิ้งไว้ทั้งคืน : เรื่องนี้ต้องขยายทีเดียว เพราะคนส่วนใหญ่ชอบนักแลกับการชาร์จก่อนนอน แล้วก็เสียบแช่ค้างไว้จนรุ่งเช้า ทำแบบนี้บอกเลยว่าแบตเสื่อม แบตพังไวแน่ โชคดีก็แค่แบตบวม แต่โชคร้ายก็อาจระเบิดได้เช่นกัน


4. ไม่ชาร์จไปเล่นไป : เพราะนอกจากตัวเครื่องจะร้อนแล้ว แบตเตอรี่ยังถูกใช้งานตลอดเวลาทำให้เกิดอันตรายจากคนใช้งานและอุปกรณ์เองได้เช่นกัน


5. ไม่ใช้งานจนแบตหมดเหลือ 0% : หลายคนใช้เพลินจนแบตหมดเกลี้ยง ทำแบบนี้ทำให้แบตเสื่อมไว แนะนำว่าถ้าแบตเหลือต่ำกว่า 15% ก็ควรรีบชาร์จแบตด่วนๆ


6. หลีกเลี่ยงการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย : เพราะการชาร์ตระบบไร้สายจะมีความร้อนสูงกว่าการชาร์จแบบสายปกติ


7. ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ล่าสุด : การโหลดซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุด ช่วยให้การทำงานของเครื่องดีขึ้น และไม่ผลาญเบ็ตจนเกินงาม


8. ไม่ทำ Power Bank หรือ SmartPhone ตกบ่อย ๆ : การทำตกนั้นอาจจะทำให้แบตเตอรี่ได้รับการกระทบกระเทือน รวมถึงชิ้นส่วนอื่น ๆ ซึ่งจะส่งผลให้การเก็บประจุไฟนั้นไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าเดิม


9. ถ้าคิดว่าไม่ได้ใช้งานนาน ๆ ควรชาร์จไฟให้เต็ม : ถึงจะเปิดเครื่องแต่แบตเตอรี่ก็มีการสูญเสียพลังงาน เพื่อคงประสิทธิภาพไว้ ควรชาร์จไฟให้เต็ม แล้วค่อยนำไปเก็บ และควรนำมาเปิดใช้ 2 สัปดาห์ครั้งเป็นอย่างน้อย


10. แบตเตอรี่เสื่อมก็ควรเปลี่ยน : อย่าเสียดาย เพราะปกติแบตเตอรี่มือถือจะมีอายุอยู่ราว ๆ 3 – 5 ปี ขึ้นอยู่ลักษณะการใช้งานและการชาร์จไฟ เมื่อไรก็ตามที่พบว่าชาร์จไฟแป๊ปเดียวหมด ก็ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.aripfan.com/10safebat/

ใส่ความเห็น