ชาส่วนใหญ่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มโพลีฟีนอลที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งกระบวนการอักเสบและความเสียหายของเซลล์ในร่างกายที่อาจทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนผิวหนัง ทั้งยังอาจนำไปสู่โรคร้ายในระยะยาวได้ อย่างโรคต้อกระจก โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจ

อย่างไรก็ตาม แม้มีชาเป็นส่วนประกอบ แต่ชานมไข่มุกมีทั้งน้ำตาล น้ำเชื่อม ครีมเทียม นมข้นหวาน และแป้งจากเม็ดไข่มุก หรือแม้แต่บางครั้งผู้บริโภคก็ยังเพิ่มวิปครีมตบท้ายไปด้วย เมื่อเทียบกันแล้วย่อมไม่คุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้จากชา และเครื่องดื่มชนิดนี้ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนักสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักและควบคุมแป้งหรือน้ำตาล

นอกจากนี้ ใครที่ชื่นชอบชานมไข่มุกจนขาดไม่ได้ ต้องกินอยู่บ่อย ๆ ควรคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการที่ได้ดังต่อไปนี้ด้วย

  • มีคุณค่าทางสารอาหารน้อย การได้รับน้ำตาลจากชานมไข่มุกอาจทำให้ร่างกายมีพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เครื่องดื่มชนิดนี้แทบไม่มีวิตามิน แร่ธาตุ กากใย และสารอาหารใด ๆ รวมทั้งหากกินไข่มุกมากเกินไปก็อาจทำให้มีอาการท้องผูกได้
  • มีแคลอรี่สูง ชานมไข่มุก 1 แก้วที่เพิ่มนมสดและเม็ดไข่มุกจะให้พลังงานมากถึง 335 แคลอรี่ โดย 1 ใน 3 เป็นแคลอรี่จากเม็ดไข่มุก ซึ่งหากกินชานมไข่มุกวันละ 2 แก้ว ก็จะเทียบเท่ากับได้รับแคลอรี่ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน (1,800-2,000 แคลอรี่) เลยทีเดียว อีกทั้งอาจมีน้ำตาลมากถึง 6 ช้อนชา ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือเป็นโรคเบาหวานจึงควรกินชานมไข่มุกนาน ๆ ครั้งเท่านั้น
  • อาจมีวัตถุเจือปนอาหาร เคยมีรายงานว่าชานมไข่มุกที่ผู้ผลิตบางรายนำเข้าไปยังอเมริกาได้ปนเปื้อนสารอันตรายที่ใช้ในการทำพลาสติกอย่าง DEHP ซึ่งผู้ผลิตรายดังกล่าวนำมาเป็นส่วนผสมในชานมไข่มุก เพื่อเพิ่มสีและรสสัมผัสแทนการใช้น้ำมันปาล์มที่มีราคาแพงกว่า โดยมีงานวิจัยในสัตว์ทดลองที่พบว่า สารชนิดนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยากและมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติได้
  • อาจก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระบบย่อยผิดปกติ ขั้นตอนการผลิตหัวมันสำปะหลังให้เป็นเม็ดไข่มุกที่ไม่เหมาะสม เช่น ปรุงไม่สุก แช่น้ำมากเกินไป เก็บไว้นานเกิน หรือปนเปื้อนเปลือกของมันสำปะหลัง เป็นต้น อาจทำให้ผู้บริโภคท้องอืด ได้รับพิษจากไซยาไนด์ ส่งผลเสียต่อระบบประสาท และก่อให้เกิดโรคคอพอกได้ รวมทั้งบางครั้งก็อาจมีส่วนผสมของซัลไฟต์ด้วย ซึ่งผู้ที่มีภาวะย่อยสารนี้ผิดปกติควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารชนิดนี้

ที่มา : https://bit.ly/33pBwFa

ใส่ความเห็น