ประวัติ ไวก็อตสกี้ (Vygotsky)

เป็นนักจิตวิทยาชาวรัสเซีย เชื้อสายยิว เกิดในปี ค.ศ. 1896 สร้างแนวคิดทางจิตวิทยาขึ้นมาใหม่ตามแนวทางมาร์กซิสต์ และประยุกต์ใช้จิตวิทยาโดยเฉพาะในสาขาจิตวิทยาการศึกษา ในปี ค.ศ. 1962 ได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่หนังสือของเขาในรูปแบบฉบับย่อ ภายใต้ชื่อเรื่องการคิดและภาษา (Thought and Language)

ไวก็อตสกี้ อธิบายว่า การจัดการเรียนรู้จะต้องคำนึงถึงระดับพัฒนาการ 2 ระดับ คือ ระดับพัฒนาการที่เป็นจริง (Actual Development Level) และระดับพัฒนาการที่สามารถจะเป็นไปได้ (Potential Development Level) ระยะห่างระหว่างระดับพัฒนาการที่เป็นจริงและระดับพัฒนาการที่สามารถจะเป็นไปได้ เรียกว่า พื้นที่รอยต่อพัฒนาการ (Zone of Proximal Development) ซึ่งไวก็อตสกี้เปรียบเทียบการเรียนรู้กับพัฒนาการไว้ดังนี้

  Past Learning   :  Actual Development Level

  Present Learning  :  Zone of Proximal Development

  Future Learning  :  Potential Development Level

พื้นที่รอยต่อพัฒนาการ คือ บริเวณที่เด็กกำลังจะเข้าใจในบางสิ่งบางอย่าง ไวก็อตสกี้ได้ให้คำนิยามพื้นที่รอยต่อพัฒนาการนี้ว่า  “ระยะห่างระหว่างระดับพัฒนาการที่แท้จริงซึ่งกำหนดโดยลักษณะการแก้ปัญหาของแต่ละบุคคลกับระดับของศักยภาพแห่งพัฒนาการที่ พื้นที่รอยต่อพัฒนาการในวันนี้ จะเป็นระดับของพัฒนาการในวันพรุ่งนี้ อะไรก็ตามที่เด็กสามารถทำได้โดยอยู่ภายใต้ความช่วยเหลือในวันนี้ วันพรุ่งนี้เขาจะสามารถทำได้ด้วยตัวของเขาเอง เพียงได้รับการเรียนรู้ที่ดีก็จะนำมาซึ่งพัฒนาการที่เจริญขึ้น”

การเรียนรู้ในพื้นที่รอยต่อพัฒนาการ

ไวก็อตสกี้อธิบายว่า พัฒนาการและการเรียนรู้มีลักษณะที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน การเรียนรู้นำไปสู่พัฒนาการ สนับสนุนพัฒนาการ หรือผลักดันให้พัฒนาการเป็นไปในระดับที่สูงขึ้น เป็นการขยายระดับพัฒนาการออกไปอย่างไม่มีขีดจำกัด โดยเกิดจากการเรียนรู้มโนทัศน์ 2 ประเภท คือ มโนทัศน์โดยธรรมชาติ (Spontaneous or Everyday Concepts) และ มโนทัศน์ที่เป็นระบบ (Scientific or Schooled Concepts)

พื้นที่รอยต่อจะประสบผลสำาเร็จต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 5 ประการดังนี้

1. ภาษา ภาษาเกิดขึ้นครั้งแรกเป็นภาษาที่ไม่ได้แสดงถึงความคิด เป็นช่วงระยะเวลาที่ความคิดกับภาษาไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่เมื่อเด็กมีพัฒนาการมากขึ้น ความคิดกับภาษาจะเริ่มมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น ความคิดถูกแสดงให้เห็นออกมาผ่านทางภาษา ซึ่งภาษาที่แสดงออกมาจะมีความเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น

2. ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ทารกเกิดมาพร้อมกับพื้นฐานทางความคิดความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ ในระดับต่ำ คือ มีความใส่ใจ การรู้สึก การรับรู้ ความจำ ที่ไม่ซับซ้อน นอกจากนี้ พฤติกรรมการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมยังรวมไปถึงการโต้ตอบพูดคุยกับบุคคลซึ่งได้นำเสนอผลงาน

3. วัฒนธรรม เด็กจะปรับเปลี่ยนความคิดความเข้าใจไปตามประสบการณ์ที่ได้รับจากสังคมและวัฒนธรรมของเขา จนกระทั่งสร้างความรู้ขึ้นมา ทำให้เด็กมีกระบวนการทางปัญญาในระดับที่สูงขึ้น

4. การเลียนแบบ บทบาทของการเลียนแบบมีความสำคัญต่อการเรียนรู้และพัฒนาการ

5. การชี้แนะหรือการช่วยเหลือ เป็นการร่วมมือทางสังคม ที่สนับสนุนให้พัฒนาการทางความรู้ความเข้าใจเกิดการเจริญงอกงาม ไวก็อตสกี้จะเน้นไปที่การมีบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญกว่าอาสาที่จะมีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์การเรียนรู้โดยให้การดูแลเอาใจใส่และปรับปรุงผู้เรียนที่เริ่มฝึกหัด การจัดเตรียมสิ่งที่จะช่วยสนับสนุนเพื่อให้ผู้เรียนเพิ่มความรู้ความเข้าใจในการแก้ปัญหา

ตารางวิเคราะห์ ทฤษฏีไวก๊อตสกี้กับกระบวนการ

ขั้นพัฒนาการ องค์ประกอบ เหตุผล
1.ภาษา ความเชื่อถือและความไว้วางใจ การทำให้เด็กสามารถก้าวข้ามพื้นที่รอยต่อของพัฒนาการไปได้นั้นต้องอาศัยบุคคลที่ไม่เฉพาะครูแต่ยังมีพ่อแม่
2. ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความอาทรและห่วงใย การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กย่อมเกิดจากความอาทร และห่วงใยของพ่อแม่ ครู
3. วัฒนธรรม การยอมรับนับถือ เด็กจะปรับเปลี่ยนความคิดความเข้าไปตามประสบการณ์ที่ได้รับจากสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
4. การเลียนแบบ การมองโลกในแง่ดี ไวก๊อตสกี้อธิบายว่าบทบาทการเลียนแบบมีความสำคัญต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กเพราะเมื่อครูเป็นแบบอย่างที่ดีในการแก้ปัญหาให้แก่เด็กก็จะนำครูมาเป็นแบบอย่าง
5. การชี้แนะหรือการช่วยเหลือ การมีจุดหมายและเจตนา การชี้แนะหรือการช่วยเหลือเป็นความร่วมมือทางสังคมที่สนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการทางความรู้ความเข้าใจ การไปถึงซึ่งจุดหมาย

คุณลักษณะของผู้เรียนตามทฤษฏีพื้นที่รอยต่อพัฒนาการ

1. ผู้เรียนมีความสามารถในการสื่อสารทางภาษาอย่างน้อย 2 ภาษา

2. ผู้เรียนเป็นผู้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในทางบวก

3. ผู้เรียนเป็นผู้ตระหนักในความสำาคัญของปราชญ์ชาวบ้านหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น

4. ผู้เรียนมีจิตอาสา

5. ผู้เรียนเป็นผู้เสียสละมีน้ำใจและให้อภัย

6. ผู้เรียนอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

7. ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง

8. ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

9. ผู้เรียนมีความสามารถในการใช้

Cedit : Proud N. Boonrak

ที่มา https://www.slideshare.net/proud1988/ss-22554211

ใส่ความเห็น