JUMP Ryu คืออะไร
เมื่อปีก่อน (2016) จั๊มป์ได้ทำหนังสือเล่มพิเศษออกมาจำนวนทั้งหมด 25 เล่ม โดยทยอยออกเดือนละ 2 เล่ม จนครบปี
จริงๆอย่าเรียกว่าหนังสือเลยดีกว่า เพราะภายในเป็น DVD และเนื้อหาเล็กน้อยเป็น Booklet ไม่กี่หน้า

ในแต่ละเล่มจะเป็นเบื้องหลังการทำงาน พาทัวร์สตูดิโอและบทสัมภาษณ์ของนักเขียนชื่อดังแต่ละคนของจั๊มป์ ซึ่งในฉบับที่ 21 นั้นเป็นคิวของ อ.โยชิฮิโร่ โทงาชิ

ตัวผมได้หนังสือมานานมากๆล่ะ แถมมีคนแปล eng มาตั้งแต่หนังสือออกใหม่ๆตั้งปลายปี แต่ก็ดองมาจนถึงป่านนี้ ไหนๆตอนใหม่ก็จะมาแล้วก็เลยได้โอกาสขุดมาโพสท์ล่ะกันครับ

เส้นทางสู่การเป็นนักเขียน
– ครอบครัวของ อ.โทงาชิ ทำงานอยู่ในบริษัทขายอุปกรณ์วาดเขียนและกระดาษ และงานอดิเรกของพ่อของเขาคือการวาดรูป
– เมื่ออายุ 6 ขวบ อ.โทงาชิได้เริ่มวาดฮีโร่และสัตว์ประหลาดต่างๆที่ตัวเองจินตนาการขึ้นมาเอง
– สมัยเรียนมัธยม อ.โทงาชิได้สนใจในมังกะโชโจที่มากกว่าการ์ตูนโชเน็น เช่นผลงานของอาจารย์ Mineo Maya

– เมื่อได้อ่านเรื่อง “ลามู ทรามวัยจากต่างดาว” อ.โทงาชิได้เริ่มศึกษาแนวเรื่องสำหรับนักอ่านผู้หญิง อ.โทงาชิคิดว่าตัวเองเหมาะสมกับการ์ตูนผู้หญิงมากกว่าแม้ว่าตัวเองจะชอบอ่านการ์ตูนโชเน็นก็ตาม

– อ.โทงาชิได้มาเป็นครูฝึกสอนศิลปะ แต่ก็เลิกไปตั้งแต่ยังไม่ทันฝึกงานจบ เขากลัวว่าคำพูดของตัวเองจะไปชักนำและกดดันเด็กเกินไป
– ในตอนแรกที่คิดจะเป็นครูก็เพราะอยากหางานที่เหมาะสมกับตัวเองทั่วๆไปเหมือนคนอื่น แต่พอได้มาโกนหนวดใส่สูททุกวันก็เลยรู้ว่ามันไม่เหมาะกับตัวเอง เนื่องจากเขากลัวการใช้ชีวิตนอกโรงเรียน หลังจากยอมแพ้จากการเป็นครูแล้วจึงเหลือทางเลือกแค่นักเขียนการ์ตูนเท่านั้น
– ในปี 1986 ได้รับรางวัลจากนักเขียนหน้าใหม่ ทำให้ชีวิตเริ่มดีขึ้น
– ในระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย ผู้ดูแลได้บอกเขาว่า “หากจบจากที่นี่ไปแล้ว แม้ว่าจะเสนองานไม่ผ่าน ไม่ได้ลงตีพิมพ์ ก็ยังมีทางเลือกเป็นครูสอนศิลปะได้”
  พอได้ยินเข้า อ.โทงาชิเลยดรอปมหาวิทยาลัยแล้วเอาจริงด้านเขียนการ์ตูนอย่างเดียว จนย้ายมาอาศัยในโตเกียวในปี 1989
– ในระหว่างขนย้าย ข้าวของต่างๆยังส่งมาไม่ถึง ต้องนอนอยู่ในห้องเปล่าๆเป็นเวลาเกือบสัปดาห์
– อ.โทงาชิหมดเนื้อหมดตัวในช่วงนั้น แต่ก็รู้สึกโล่งใจหลังจากได้ข่าวว่าผลงานตัวเองจะได้ลงตีพิมพ์กับชูเอฉะ

การทำงานใน Jump
– ผลงานเรื่องแรกที่ได้ตีพิมพ์คือ “Ten de Showaru Cupid” กระแสในตอนนั้นถือว่าดี แต่กลับต้องจบเร็วกว่าที่คิด (32ตอน) อ.โทงาชิยอมรับว่าควรจะเตรียมพล็อตให้ดีกว่านี้ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มลงพิมพ์

– 2-3 เดือนหลังผลงานเรื่องแรกจบ อ.โทงาชิก็ได้คิดผลงานขึ้นมาอีกเรื่องแต่ไม่ผ่าน และผลงานเรื่องถัดมาจากนั้นก็คือ “ยูยูฮาคุโช”
– ผู้ดูแลบอกว่าอ.โทงาชิมีพรสวรรค์ในด้านการแต่งเรื่อง อ.โทงาชิได้ยินเข้าก็ดีใจมาก แต่กลับกันก็กังวลว่าเนื้อเรื่องจะไม่ดีพอที่จะยืดยาวเกิน 30 ตอนได้
  ด้วยเหตุนี้ ยูยูฮาคุโช จึงได้เปลี่ยนแนวมาเป็นการ์ตูนต่อสู้
– อ.โทงาชิ แบ่งภาพที่ตัวเองวาดออกมาเป็น 4 ลักษณะ ใช้ตามความเหมาะสมในเรื่อง คือแบบสมจริง แบบต่อสู้ แบบแก๊ก และแบบสไตล์ริช

– อ.โทงาชิพยายามใส่ธีมเกี่ยวกับภูติผีและการต่อสู้เข้าไปในยูยูฮาคุโช เพื่อที่จะจับกลุ่มนักอ่านวัยรุ่น
– กองบก.ยอมรับว่ายูยูฮาคุโชคือหนึ่งในการ์ตูนที่สามารถเปลี่ยนแนวจากคอเมดี้สู่แนวต่อสู้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งอ.โทงาชิได้บอกว่า คินนิคุแมนคือเรื่องที่เปลี่ยนแนวกจากคอเมดี้มาเป็นต่อสู้ได้เนียนที่สุดสำหรับเค้า และการเปลี่ยนแปลงของยูยูฮาคุโชก็ได้ต้นแบบมาจากคินนิคุแมน
– อ.โทงาชินั้นรู้สึกตื่นเต้นกับการได้เขียนการ์ตูนต่อสู้เป็นอย่างมาก
– หลังจากจบยูยูฮาคุโชได้ 1 ปี อ.โทงาชิบอกผู้ช่วยว่าเขาอยากจะลองวาดการ์ตูนสายมารดูบ้าง เขาอยากโชว์ผลงานที่แสดงความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองในฐานะนักเขียนให้คนอ่านได้อ่านมากกว่านี้
  อ.โทงาชิเชื่อว่า “ยูยูฮาคุโช” คือผลงานสายหลักที่ดีที่สุดของเขา
– อ.โทงาชิอ้อนผู้ดูแลว่าจะวาดผลงานสายหลักให้อีกก็ได้หลังจากผลงานเรื่องที่ว่านี้จบ ผู้ดูแลเลยยอมให้วาด “Level E”

– ใน Level E เดิมทีอ.โทงาชิจะวาดเป็นเรื่องสั้นแยกขาดกัน แต่เพราะ เจ้าชายบากะดันได้รับความนิยมกว่าที่คิด อ.โทงาชิเลยวาดให้เป็นตัวเอกที่ทำหน้าที่เชื่อมเรื่องสั้นเข้าด้วยกัน
  แต่เพราะคาแรกเตอร์ของเจ้าชายบากะ เป็นคนที่คิดนำหน้าคนอื่นอยู่หลายก้าวตลอด ทำให้อ.โทงาชิปวดหัวมากกับการวางบทบาทให้กับตัวเจ้าชาย
– หลังจากจบ Level E อ.โทงาชิก็ได้วาด HunterXHunter ต่อทันที โดยอาจารย์วางแผนว่าจะเปลี่ยนสไตล์เรื่องในทุกๆภาคเพื่อทำให้ผู้อ่านประหลาดใจอยู่เรื่อยๆ
– สำหรับอ.โทงาชิ ลักษณะนิสัยของตัวละครนั้นสำคัญกว่าเนื้อเรื่อง ฉากจบของภาคคิเมร่าแอ้นท์เดิมทีไม่ได้เป็นแบบที่เห็น แต่อ.โทงาชิได้ทบทวนและลองจับตัวละครต่างๆมาเคลื่อนไหวและพูดคุยตามนิสัยของตัวละครนั้นๆใหม่ตามสถานการณ์ในเรื่องดู จึงได้เป็นฉากจบแบบที่เห็น เพราะเหตุนั้นจึงทำให้ผู้อ่านรู้สึกจับต้องตัวละครเหล่านั้นได้มากราวกับมีตัวตนจริงๆ
– อ.โทงาชิ ชอบใช้คำสแลงในการสร้างคำศัพท์ต่างๆในเรื่อง เช่นศัพท์ในการท่องเว็บไซต์ฮันเตอร์ (คำว่า “ท่อง” Mekuru ก็ดัดแปลงมาจากคำว่า Guguru หรือ Google ) และศัพท์ในการใช้เน็นต่องๆอย่าง เร็น เท็น เซ็ตสึ ก็ดัดแปลงขึ้นมาจากศัพท์ของวิชาป้องกันตัวที่มีอยู่จริง แก้ตามคุณ หลี่ซื่อหมิน ครับ
– อ.โทงาชิชอบตั้งใจแสดงกฏพื้นฐานของเรื่องให้ผู้อ่านดูก่อน เช่นในตอน G.I. หลังจากนั้นเขาจะสนุกกับการพยายามหาบั๊ก ช่องโหว่และทางลัดต่างๆของระบบ เพื่อที่จะก้าวนำผู้อ่านอยู่เสมอ

– ในภาคคิเมร่าแอ้นท์ช่วงนับถอยหลังสิบวันก่อนการบุก อ.โทงาชิได้ทำตารางยาวเฟื้อยเอาไว้ว่าในเวลานั้นๆตัวละครไหนทำอะไรอยู่บ้าง และได้พยายามจับคู่ตัวละครให้มาเจอกันแบบน่าสนใจหลายๆแบบ เช่นให้คิรัวร์เป็นฝ่ายเจอเมลเลี่ยน หรือโมราอุเจอกับปูฟ

– อ.โทงาชิชอบวาดด้านมืดของคาแรกเตอร์มากกว่าด้านสว่างมาตั้งแต่สมัยผลงานแรกๆ ผู้ดูแลยกมุคุโร่ในยูยูฮาคุโชให้ดูเป็นตัวอย่าง
– อ.โทงาชิไม่ชอบใส่รายละเอียดให้ตัวละครบอสในช่วงแรก แต่จะชอบทยอยใส่เข้ามาในเนื้อเรื่องทีละนิด เช่นโทกุโร่ในยูยูฮาคุโชที่เปิดตัวมาเป็นบอดี้การ์ด แต่ภายหลังหลังก็ได้ใส่เป้าหมายและความสัมพันธ์กับเก็นไคเข้ามาเรื่อยๆ
  สำหรับตัวละครบอส อ.โทงาชิชอบทำให้เป็นตัวละครที่เข้าใจยาก ทำให้ตัวละครเหล่านั้นไม่ค่อยเผยความคิดในเรื่องบ่อยนัก

เนื้อหาในแผ่น DVD
– ในสตูดิโอมีผู้ช่วย 5 คน หนึ่งในนั้นทำงานกับเขามาตั้งแต่เริ่มวาด HunterXHunter ส่วนคนที่เหลือเพิ่งร่วมงานมาได้ 1-2 ปี
– ผู้ช่วยคนนึงบอกว่าอ.โทงาชิเป็นคนสุภาพ คอยสอนงานต่างๆให้อยู่เสมอ

– อ.โทงาชิชอบเปิดทีวีตลอดเวลาทำงานเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆเอามาใช้ในผลงาน ทำให้สตูดิโอมีเสียงดังอยู่ตลอด
– อ.โทงาชิออกตัวว่าวาดรูปสีไม่ค่อยสวย
– บนกำแพงมีรูปแบบการวาดฉาก 3 ลำดับ อ.โทงาชิเป็นคนพูดไม่เก่ง เลยใช้ตัวอย่างนี้บอกกับผู้ช่วยว่าต้องการฉากในแนวไหน และใส่น้ำหนักให้ภาพเท่าไร
– ข้างๆโต๊ะทำงานมีชั้นหนังสือสำหรับวางหนังสืออ้างอิงที่ใช้บ่อยๆ และหิ้งสำหรับเก็บหนังสือเล่มโปรด

– อ.โทงาชิชอบวาดสีหน้าตัวละครหลายๆแบบโดยลอกมาจากการ์ตูนหรือหนังสืออื่นๆ หนึ่งในหนังสือที่เขาชอบคือ  “Facial Expressions” เขียนโดย Mark Simon
– อ.โทงาชิบอกว่าเขามีวันนี้ได้เพราอ.โทริยาม่าเป็นต้นแบบ บนชั้นหนังสือมีหนังสือดราก้อนบอลฉบับครบรอบ 30 ปีอยู่ด้วย

– อ.โทงาชิใช้โต๊ะทำงาน 3 โต๊ะ ส่วนมากจะใช้วางอุปกรณ์
– บนโต๊ะทำงานมีตารางตัวละครภาค “วาฬดำ” อยู่เป็นจำนวนมาก คาแรกเตอร์ส่วนใหญ่เป็นคนเกี่ยวข้องกับเหล่าเจ้าชายที่ยังไม่เคยปรากฏในเรื่อง
  อ.โทงาชิบอกว่าเขาเองก็ไม่เคยทำตารางตัวละครมากขนาดนี้ในภาคเดียวมาก่อนเช่นกัน
– ข้างๆนั้นมีตารางตัวละครของกัปตันสึบาสะภาคเยาวชนฝรั่งเศส ที่ถือสถิติ “มีจำนวนตัวละครที่ระบุชื่อได้มากที่สุด” ในประวัติศาสตร์ของจั๊มป์ อ.โทงาชิบอกว่าเขากำลังตั้งเป้าไว้ว่าจะทำลายสถิตินี้อยู่

– โชว์ต้นฉบับต่างๆที่รอวาดฉาก หน้าคู่ที่เป็นรูปสัตว์เน็น อ.โทงาชิวาดเอง ส่วนหน้าคู่ที่เป็นเรือวาฬดำ ผู้ช่วยเป็นคนวาด
– บนโต๊ะทำงานของอ.โทงาชิ มีต้นฉบับตอนฮิโซกะสู้กับคาสโทโร่ตอนที่เผางานอยู่ด้วย เขาเก็บไว้เตือนใจตัวเองว่าจะไม่ทำพลาดแบบนี้อีก  
  อาจารย์บอกว่าเขารู้สึกไม่ดีที่แฟนๆในเน็ตต้องมาอายแทนเขาเพราะภาพในตอนนี้อยู่บ่อยๆ

– ผู้ดูแลคนก่อนพูดว่าอ.โทงาชิเป็นคนสุภาพ เขาจำคำพูดตักเตือนของผู้ดูแลได้หมด และคอยระวังตัวไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนอยู่เสมอ
– ผู้ดูแลบอกว่า อ.โทงาชิ เหมือน จิน ฟรีคส์ มากๆ
– ผู้ดูแลบอกต่อว่าเขาเคยต่อว่าอ.โทงาชิแค่ทีเดียว เนื่องจากแอบเปลี่ยนบทพูดในการ์ตูนโดยไม่บอกใคร
– อ.โทงาชิจะเป็นคนคิดคำพูดในการ์ตูนเองหมด เขาไม่ต้องการให้คำพูดมันออกมาเป็นหลายแนวเกินไป และชอบพูดเชิงกำกวมเพื่อให้บทพูดน่าสนใจขึ้น
– อ.โทงาชิบอกกับคนที่อยากเป็นนักวาดการ์ตูนว่า “จงคิดถึงผู้อ่านอยู่เสมอ และสร้างผลงานให้เกินกว่าที่ผู้อ่านจะคาดถึงได้”

ที่มา : https://pantip.com/topic/36572862

One Reply to “HunterXHunter เปิดบทสัมภาษณ์ อ.โยชิฮิโร โทงาชิ จาก JUMP Ryu ฉบับที่ 21”

ใส่ความเห็น