ปัจจุบันจิตวิทยาได้เข้าไปมีบทบาทกับวิถีชีวิตของมนุษย์แทบทุกด้าน โดยเฉพาะในสังคมที่กำลังเจริญก้าวหน้าและซับซ้อน จิตวิทยามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาของบุคคลอื่นมากขึ้น นักจิตวิทยาแต่ละสาขาอาจจะสนใจปัญหาแตกต่างกันไป บางท่านอาจสนใจแต่ปัญหาเฉพาะเรื่องและบางท่านอาจสนใจศึกษาเพื่อนำผลวิจัยมาประยุกต์ใช้ ปัญหาที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ได้แก่ การค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการอบรมเลี้ยงดูเด็ก เช่น วิธีการอบรมเลี้ยงดูแบบใดจะช่วยให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ สภาพครอบครัวและสังคมแบบใดมีส่วนทำให้เกิดพฤติกรรมการปลีกตัวเองไปจากกลุ่ม (Alienation) บางครั้งนักจิตวิทยาจะทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่นๆ ในการศึกษาและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จิตวิทยามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลในทุกๆด้าน อาทิ การออกกฎหมาย เช่น กฎหมายการกระทำความผิดทางเพศ และยังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวกับนโยบายรัฐ เช่น ผลการค้นคว้าวิจัยรายการโทรทัศน์ที่มีต่อพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงของเด็ก ได้ให้ขอเท็จจริงเกี่ยวกับอันตรายของรายการโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาก้าวร้าวรุนแรง ทำให้มีการพิจารณาปรับปรุงรายการเหล่านั้น  มีการลดปริมาณภาพยนตร์ ที่มีเนื้อหารุนแรงลง

                อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับสาขาวิชาวิทยาศาสตร์แขนงอื่นวิชาจิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ค่อนข้างใหม่ แต่ในระยะเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นมากมาย ทำให้แนวคิดทฤษฏีจิตวิทยาวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงค่อนข้างยากที่จะทำให้คำนิยามว่า จิตวิทยาคืออะไร โดยทั่วไปแล้วจิตวิทยาเป็นการศึกษาเพื่อตอบปัญหาว่าทำไมบุคคลจึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น แต่แนวคิดในการอธิบายพฤติกรรมของบุคคลแตกต่างกันไป ฉะนั้นก่อนที่เราจะกล่าวถึงคำนิยามของจิตวิทยา จึงควรที่จะเข้าใจถึงแนวคิดต่างๆ ที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาก่อน 


แนวคิดทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับมนุษย์ (Psychological Conceptions of Man)

             สำหรับแนวคิดทางจิตวิทยาที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นแนวคิดที่สำคัญ 5 แนวคิด อย่าไรก็ตามพึงคำนึงไว้เสมอว่า ไม่มีแนวคิดใด “ผิด” หรือ “ถูกต้อง” สมบูรณ์ทุกอย่างในการใช้ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ พฤติกรรมของมนุษย์เป็นปัญหาที่ซับซ้อน แต่ละแนวคิดเน้นความสำคัญแต่ละด้าน ปัจจุบันนักจิตวิทยาส่วนมากมักจะนำหลายๆ แนวคิดมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้น

แนวคิดทางประสาทชีววิทยา (Neurobiologucal Approach)

            ทฤษฎีนี้เชื่อว่า พฤติกรรมเป็นลักษณะหนึ่งซึ่งเป็นกิจกรรมของสมองกับระบบประสาทที่ทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ ภายในร่างกาย แนวคิดนี้พยายามศึกษามนุษย์ด้วยการเชื่อมโยงพฤติกรรมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย โดยเฉพาะในสมองและระบบประสาท เช่น นักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องการเรียนรู้ใช้แนวคิดนี้จะสนใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระบบประสาทซึ่งเป็นผลของการเรียนรู้งานชนิดใหม่ๆ

           อย่างไรก็ตามการเข้าใจถึงทฤษฎีทางประสาทชีววิทยาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่น่าจะเป็นไปได้เท่านั้น เนื่องจากสมองมีความซับซ้อนมาก และการศึกษาสมองของมนุษย์ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ทำได้ไม่ง่ายนักและอาจเป็นการเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต ดังนั้นแนวคิดทางจิตวิทยาที่อธิบายพฤติกรรมของมนุษย์เรา โดยอาศัยพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทจึงขาดหายไป ยังต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าต่อไปอีกมาก

แนวคิดทางพฤติกรรม (Behavioral Approach)

                               แนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรม การศึกษาบุคคลจะต้องพิจารณาที่พฤติกรรมที่เขาแสดงออกมามากกว่าระบบการทำงานภายใน ด้วยเหตุนี้เนื้อหาวิชาจิตวิทยาทั้งหมดจึงควรเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่สามารถสังเกตและวัดได้เท่านั้น นั่นคือ เกี่ยวข้องกับอินทรีย์กระทำ ไม่ใช่สิ่งที่อินทรีย์คิด จินตนาการ หรือรู้สึก ผู้นำการเคลื่อนไหวของนักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรม คือ John B. Watson,1908-1920 

                        วัตสัน มีความเห็นว่า การสำรวจตัวเองเป็นวิธีการที่ได้เพียงข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ของตัวบุคคลเท่านั้น นักจิตวิทยาพยายามหาข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ตั้งอยู่บนรากฐานของสิ่งที่สามารถสังเกตและวัดได้ และไม่ใช่มีแต่ตัวบุคคลที่สังเกตความรู้สึกและรับรู้ของตนเองเท่านั้น แต่เป็นพฤติกรรมที่ผู้อื่นก็สังเกตและวัดได้ วัตสันได้เรียกร้องให้ใช้วิธีการวัดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ยึดถือข้อมูลจากวิธีการสังเกตเชิงประจักษ์ (Empirical Observation) ในการวิจัยและการทดลองทางจิตวิทยา แนวคิดของวัตสัน ที่ว่า จิตวิทยาควรเป็นวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมได้รับการต้อนรับอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกา และมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของจิตวิทยาในระยะต่อมาอีกหลายสมัย ทำให้เกิดกลุ่มจิตวิทยาที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง (Stimulus-Response Psychology) 

                            กลุ่มจิตวิทยาสิ่งเร้ากับการตอบสนอง หรือ เรียกสั้นๆว่านักจิตวิทยากลุ่ม S-R สนใจศึกษาสิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองด้านพฤติกรรม การให้รางวัลและการลงโทษที่มีผลต่อพฤติกรรม นักจิตวิทยากลุ่มนี้ไม่สนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในอินทรีย์ แม้จะยอมรับว่ามีกิจกรรมบางอย่างเกิดขึ้นในสมองและระบบประสาท แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ ดังนั้น บางครั้งจึงมีผู้เรียกแนวคิดนี้ว่า “Black box” approach เนื่องจากไม่สนใจสิ่งที่อยู่ภายในกล่อง สนใจเฉพาะมีอะไรเข้าไปในกล่อง (S) และมีอะไรออกมาจากกล่อง (R) 

แนวคิดจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytical Approach)

  แนวคิดจิตวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์พัฒนาขึ้นในยุโรป โดย Sigmund Freued,1856-1939 ทฤษฏีของฟรอยด์ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากผลการทดลองให้เห็นเป็นจริง แต่เป็นแนวคิดที่มาจากการศึกษาด้วยการสังเกตคนไข้รายกรณี (Case Studies) เท่านั้น ทั้งวิธีการศึกษาของฟรอยด์ที่ให้คนไข้ได้ระบายความคับข้องใจออกมาเป็นคำพูด แนวคิดของฟรอยด์มีอิทธิพลต่อวงการจิตวิทยาเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มนักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยาบุคลิกภาพ และนักจิตวิทยาพัฒนาการ นอกจากนั้นยังเป็นพื้นฐานในการบำบัดรักษาทางจิตอีกด้วย

                          ตามแนวคิดของฟรอยด์ พฤติกรรมส่วนมากกำหนดขึ้นโดยสัญชาตญาณที่มีมาแต่กำเนิด (Innate Instinct) สัญชาตญาณเหล่านี้ส่วนมากอยู่ในระดับจิตไร้สำนึก ตามความเชื่อของฟรอยด์ จิตของมนุษย์แบ่งเป็น 3 ระดับ (Three Levels of Conscious) เปรียบเสมือนก้อนน้ำแข็งลอยอยู่ในทะเล ส่วนที่โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมามีจำนวนน้อยมากเป็นส่วนของ “จิตรู้สำนึก” (Conscious) หมายถึงสิ่งที่เราคิดอยู่ในปัจจุบันหรือเกี่ยวกับประสบการณ์ในขณะนั้น ส่วนใหญ่อยู่ใต้น้ำ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของ “จิตก่อนสำนึก” (Preconscious) คือ ความจำที่บุคคลเก็บไว้ เช่น วันเกิด ชื่อบุคคลที่เรารู้จักคุ้นเคย ส่วนล่างสุด เป็นส่วนของจิตใหญ่ที่สุด และมีอิทธิพลมากที่สุดต่อพฤติกรรมของมนุษย์ คือ “จิตไร้สำนึก” (Unconsciousness)

            สำหรับฟรอยด์ กระบวนการจิตไร้สำนึก (Unconsciousness Processes) หมายถึง ความคิด ความกลัว และความปรารถนาของบุคคลบางอย่างซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับ ผู้เป็นเจ้าของจึงเก็บกดไว้โดยไม่รู้ตัว แต่มีผลต่อพฤติกรรมของเขา พลังของจิตไร้สำนึก (Unconscious Impulses)อาจปรากฏในรูปของความฝัน การพลั้งปาก หรือแสดงออกมาเป็นกิริยาอาการที่บุคคลทำโดยไม่รู้ตัว

            ทฤษฎีของฟรอยด์นั้นเชื่อว่าพฤติกรรมทุกอย่างของมนุษย์ย่อมมีสาเหตุและสาเหตุเหล่านั้นส่วนใหญ่เกิดจากแรงจูงใจไร้สำนึกบางอย่างมากกว่าการที่บุคคลนั้นคิดหรือกล่าวออกมา จะเห็นได้ว่าแนวคิดของฟรอยด์ที่เกี่ยวกับธรรมชาติมนุษย์นั้นค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางด้านลบ คือ มนุษย์เราตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสัญชาตญาณเบื้องต้น เช่นเดียวกับสัตว์ ฟรอยด์เชื่อว่าความก้าวร้าวเป็นสัญชาตญาณเบื้องต้นของมนุษย์ และไม่เชื่อว่ามนุษย์เราจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้

ขอบคุณที่มาจาก: https://sites.google.com/site/590110383napawan/home-1

ใส่ความเห็น