ตัวละครในเพชรพระอุมา เป็นรายละเอียดของตัวละครจากเพชรพระอุมา แยกตามตัวละครหลักและตัวละครรอง ตามแต่ปรากฏในแต่ละภาค ได้แก่ภาคแรกไพรมหากาฬ – แงซายจอมจักรา

ตัวละครหลักภาคแรก

พรานนำทาง

รพินทร์ ไพรวัลย์

พรานใหญ่ผู้นำคณะเดินทางของเชษฐา วราฤทธิ์ ออกติดตามค้นหาคุณชายชดและหนานอิน อายุประมาณ 33 ปี รูปร่างเล็กและผอมเกร็ง สูงราว 5 ฟุต 7 นิ้ว ผิวคล้ำและใบหน้าไม่เคยปรากฏรอยยิ้ม มีฝีมือในการยิงปืนแม่นยำ อดีตนักเรียนทหารจากสามประเทศ และนายตำรวจยศร้อยตำรวจเอก มีโรคไข้มาลาเรียเป็นโรคประจำตัว รพินทร์เป็นนายพรานที่ได้รับการยกย่องจากชาวบ้านในแถบหมู่บ้านหนองน้ำแห้ง ในด้านของการเป็นผู้นำหมู่บ้านสู่ความเจริญ และเจริญรอยในฐานะพรานล่าสัตว์ตามผู้เป็นบิดา ที่ฝึกสอนและถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับการล่าสัตว์ให้ รวมทั้งวิชาคาถาอาคมต่าง ๆและเป็นคู่อริขมิ้นกับปูนคู่กับหม่อมราชวงศ์ดาริน วราฤทธิ์ หญิงสาวผู้เป็นนายจ้างและคนรัก

พรานบุญคำ

พรานมือขวาของรพินทร์ ไพรวัลย์ กะเหรี่ยงผู้มากด้วยเวทมนตร์คาถาอาคม อายุประมาณ 55 ปี รูปร่างเล็ก ผอมสูงและเกร็ง มีแผลเป็นบริเวณใบหน้า ผมหยิกขอดติดหนังศีรษะ นิสัยทะลึ่งตึงตังและหยาบโลน สัปดน มีฉายาว่า “ไอ้คำพรานเสือ” เนื่องจากยิงเสือโคร่งได้ถึง 22 ตัว ขึ้นชื่อว่าเป็นพรานอาวุโสที่สุดในบรรดาพรานคู่ใจทั้ง 4 ของรพินทร์ ไพรวัลย์ อดีตเคยดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านโปงหอม ติดสอยห้อยตามรพินทร์เนื่องจากเคยได้รับการช่วยชีวิตจากการถูกเสือตะปบ บุญคำเป็นคู่อริกับส่างปา พรานต่องสูคนรับใช้และผู้ติดตามของมาเรีย ฮอฟมัน ที่ภายหลังมาร่วมคณะเดินทางด้วย

พรานจัน

พรานมือซ้ายของรพินทร์ ไพรวัลย์ ผู้มีประสาทสัมผัสและความชำนาญในการได้ยินและดมกลิ่นอย่างดีเยี่ยม รูปร่างเล็ก ลักษณะท่าทางและผิวพรรณบ่งบองถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่มีความลำบากตรากตรำ เดินขากระเผลกเนื่องจากโดนงูกะปะกัด จันมีความสามารถพิเศษในการเลื้อยไปบนบกได้เช่นเดียวกับงูเนื่องจากเป็นคนตัวเล็กและน้ำหนักของร่างกายเบา อดีตได้รพินทร์ช่วยชีวิตเอาไว้หลังจากไปเจ้าชู้กับหญิงสาวชาวกะเหรี่ยง เป็นเหตุให้ถูกชายฉกรรจ์ภายในหมู่บ้านกะเหรี่ยงรุมทำร้าย จึงเห็นบุญคุณและติดสอยห้อยตามผู้ที่มีพระคุณตลอดชีวิต

พรานเส่ย

พรานกะเหรี่ยงหนุ่ม 1 ใน 4 พรานคู่ใจของรพินทร์ ไพรวัลย์ อายุประมาณ 20 ปี รูปร่างแข็งแรง ทรหดอดทน เส่ยเป็นลูกชายของพรานเก่าของคุณอำพล ผู้อำนวยการบริษัทไทยไวล์ดไลฟ์ (ผู้แนะนำให้รพินทร์รับจ้างเป็นพรานนำทางให้แก่คณะของเชษฐา) ที่ถูกหมีควายทำร้ายจนพิการ เส่ยเป็นพรานหนุ่มที่มีฝีมือในการยิงปืนจัดว่าพอใช้ แต่ก็ไม่ดีมากนักในยามเกิดเหตุการณ์คับขัน มีหญิงสาวชาวกะเหรี่ยงชื่อยะขิ่น ลูกสาวหัวหน้าหมู่บ้านพุเตยเป็นคนรัก แต่เส่ยก็ไม่สมหวังในความรัก เมื่อยะขิ่นและทุกคนภายในหมู่บ้านพุเตยตายทั้งหมู่บ้านด้วยโรคอหิวาห์

พรานเกิด

พรานกะเหรี่ยงหนุ่ม เพื่อนคู่หูร่วมผจญภัยในการล่าสัตว์และติดตามรพินทร์ ไพรวัลย์ ของเส่ย 1 ใน 4 พรานคู่ใจของรพินทร์ที่มีอายุไล่เลี่ยกัน รูปร่างสูงชะลูด แลดูอ้อนแอ้นแบบผู้หญิงแต่แข็งแกร่งและทรหดอดทนแบบผู้ชาย เกิดอาศัยอยู่กับบิดาตามลำพัง แต่ภายหลังบิดาประสบอุบัติเหตุถูกกระทิงเหยียบตาย ก่อนสิ้นใจได้ฝากฝังเกิดไว้กับรพินทร์ให้ช่วยดูแลต่อไป เกิดจึงมาอยู่กับรพินทร์ในฐานะเด็กภายใต้การปกครอง เป็นพรานหนุ่มที่มีฝีมือในการยิงปืนได้พอใช้ แต่ก็ไม่ค่อยดีนักเช่นเดียวกับเส่ย แต่สามารถควบคุมสติสัมปชัญญะได้ดีกว่าเส่ยในยามเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

คณะนายจ้าง

พันโท หม่อมราชวงศ์เชษฐา วราฤทธิ์

พี่ชายคนโตของราชสกุลวราฤทธิ์ อดีตทูตทหารบกประจำสหรัฐอเมริกา อายุประมาณ 35 ปี รูปร่างสูงใหญ่และน่าเกรงขราม ผิวขาว ไว้หนวดเหนือบริเวณริมฝีปาก ลักษณะและบุคลิกบ่งบอกถึงฐานะอันเป็นราชนิกูลผู้สูงศักดิ์ ใจดีและรักน้องพร้อมคอยปกป้องเสมอ คุณชายเชษฐาเป็นคนที่มีบุคลิกภายในตัวของตัวเองที่แลดูสง่างาม เยือกเย็นและมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนแม้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และมีลักษณะที่แลดูองอาจ เข็มแข้งบึกบึนสมกับการเป็นนายทหาร ในอดีตเคยเป็นนักกีฬายิงธนู คุณชายเชษฐาเป็นหัวหน้าคณะในการออกติดตามหาพรานชดหรือคุณชายอนุชา น้องชายคนกลางของราชสกุลวราฤทธิ์ และเป็นเพียงคนเดียวที่รพินทร์ ไพรวัลย์ นายพรานผู้นำทางให้ความเคารพและยำเกรงโดยจริงใจ

แพทย์หญิง หม่อมราชวงศ์หญิงดาริน วราฤทธิ์

น้องสาวคนเล็กของราชสกุลวราฤทธิ์ ศัลย์แพทย์เกียรตินิยมและนักมานุษยวิทยา อายุประมาณ 27-28 ปี รูปร่างสูงโปร่งและเพรียว ผิวสีน้ำผึ้ง ใบหน้ารูปไข่ นัยน์ตาโตและคมกริบ จัดเป็นหญิงสาวที่มีความสวยงามทั้งรูปร่างและใบหน้า อารมณ์ร้อนฉุนเฉียวง่ายและเอาแต่ใจตัวเอง เป็นนักกีฬายิงปืนของสมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทยที่มีฝีมือในการยิงปืนเป็นเยี่ยม และนักกีฬาขี่ม้าผาดโผน คุณหญิงดารินเป็นคู่กัดกับรพินทร์ ไพรวัลย์ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน และภายหลังได้แปรเปลี่ยนเป็นความรัก เป็นนักเดินป่าที่มีความแข็งแรง อดทนไม่แพ้ชายชาตรี มีน้ำใจเอื้ออารีต่อทุกๆคน

หม่อมราชวงศ์อนุชา วราฤทธิ์ / พรานชด

พี่ชายคนรองของราชสกุลวราฤทธิ์ อายุประมาณ 33-34 ปี  รักอิสระ อารมณ์ร้อนและมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากับคุณหญิงดาริน น้องสาวคนเล็กเสมอ ไม่มีหน้าที่การงานเป็นหลักเป็นฐาน ในอดีตคุณชายอนุชามีเหตุให้ทะเลาะกับบิดา เนื่องจากน้อยใจและรู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่ได้รับความยุติธรรมในการที่ต้องเสียหญิงคนรักให้แก่พี่ชายไป เป็นเหตุให้ละทิ้งฐานะอันเป็นราชนิกูล ชักชวนพรานเดินป่าคู่ใจชื่อ หนานอิน ท่องเที่ยวเร่ร่อนผจญภัยไปในป่ากว้าง และไปค้นหาขุมทรัพย์เพชรพระอุมาอันเป็นตำนานเลื่องลือ คุณชายอนุชาเป็นคนที่มีฝีมือในการล่าสัตว์และแกะรอยเป็นเยี่ยม มีปืน.450 ไนโตรเอ็กเปรส เป็นอาวุธคู่ใจ

พันตรีไชยยันต์ อนันตรัย

เพื่อนชายคนสนิทของดาริน วราฤทธิ์ อายุประมาณ 33-34 ปี รูปร่างแข็งแรง กำยำล่ำสันตามแบบฉบับของนายทหาร อารมณ์ดี ร่าเริง เจ้าสำราญและเป็นนักเสี่ยงโชคชั้นเซียนและมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ แม้จะเผชิญชะตากรรมในหน้าสิ่วหน้าขวาน ไชยยันต์เป็นลูกชายของตระกูลเศรษฐีที่มีฐานะพอสมควร ไม่ร่ำรวยจนล้นฟ้า มีน้องสาวเพียงคนเดียว ภายหลังจากที่บิดามารดาตาย ผู้เป็นลุงรับเอาไชยยันต์มาอุปการะเลี้ยงดูเหมือนลูก สถานภาพโสด เคยเป็นนายทหารปืนใหญ่และผ่านหลักสูตรในการก่อการวินาศกรรม รวมทั้งมีความชำนาญในด้านการใช้วัตถุระเบิดเป็นอย่างดี[9]

คณะผู้ร่วมเดินทาง

แงซาย

กะเหรี่ยงลึกลับ คนรับใช้ในคณะเดินทางและองครักษ์ส่วนตัวของดาริน วราฤทธิ์ อายุประมาณ 24-25 ปี รูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง กำยำล่ำสัน ผิวสีทองแดง[10] อดีตนายทหารกองโจรกะเหรี่ยงยศร้อยโทและคู่ปรับตัวฉกาจของรพินทร์ ไพรวัลย์ แงซายเป็นกะเหรี่ยงที่มีลักษณะรูปร่างผิดแปลกไปจากกะเหรี่ยงหรือชาวเขาธรรมดา อาสาสมัครขอเป็นคนรับใช้ในการเดินทางออกติดตามค้นหาพรานชดและหนานอินโดยไม่ขอค่าตอบแทน มีหน้าที่คอยปกป้องพิทักษ์ดาริน เป็นคนร่าเริง อารมณ์ดี มีฝีมือในการต่อสู้และใช้อาวุธปืนอย่างยอดเยี่ยม แงซายร่วมเดินทางไปกับคณะของเชษฐาเพื่อให้ได้ไปถึงเนินพระจันทร์และมรกตนคร สถานที่ซึ่งเป็นการเปิดเผยฐานะที่แท้จริงที่ปกปิดมาตลอดการเดินทาง

มาเรีย ฮอฟมัน

หญิงสาวลูกครึ่งเยอรมัน-ฝรั่งเศส มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา[11] นักนิรุกติศาสตร์ อายุประมาณ 23 ปี รูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง ร่าเริง เป็นภรรยาของสเตเกล ฮอฟมัน ที่ตายจากการถูกโจมตีของสางเขียวและถูกจับไปเป็นเชลย ภายหลังได้ร่วมเดินทางไปกับคณะของเชษฐาในการออกติดตามหาพรานชดและหนานอิน มีฝีมือในการยิงปืนดีเยี่ยม เป็นพรานล่าสัตว์มาแต่กำเนิดรวมทั้งได้รับการสั่งสอนมาจากผู้เป็นบิดา มาเรียเป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจชาย โดยเฉพาะกับไชยยันต์ อนันตรัย และภายหลังได้ตกลงใจใช้ชีวิตร่วมกันหลังจากเดินทางกลับจากเมืองมรกตนครของแงซาย

ส่างปา

พรานต่องสู พรานฝีมือดีและคนรับใช้ผู้ติดตามของมาเรีย ฮอฟมัน รูปร่างเล็ก ผอมเกร็ง[12] ทั้งชีวิตอยู่ได้ด้วยกัญชา เป็นหมอรักษาอาการบาดเจ็บจากการถูกสัตว์มีพิษกัด มีแท่งยาดูดพิษซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ส่างปาเป็นคนช่วยชีวิตของแงซายเอาไว้หลังจากที่ขุนพลวรมันต์นำร่างของแงซายมาคืนตามสัญญา หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในอาณาจักรนิทรานคร และถูกตัวหกขากัดจนเกือบตาย ส่างปาเป็นคู่อริกับบุญคำ สมุนมือขวาของรพินทร์ ที่ทะเลาะกันประจำเมื่อพบหน้าซึ่งกันและกัน ส่างปาได้รับตำแหน่งแพทย์หลวงประจำเมืองมรกตนครจากแงซาย และชักชวนให้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันหลังจากที่ชิงเอาราชบัลลังก์กลับคืนมาจากสิงหราและรหัสยะได้สำเร็จ

คะหยิ่น

หัวหน้ากะเหรี่ยงหมู่บ้านหล่มช้าง อายุประมาณ 50 ปี รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ลักษณะท่าทางเหี้ยมเกรียมและดุดันแต่กลัวผีมากกว่าสิ่งใด คะหยิ่นเป็นกะเหรี่ยงดงที่คณะเดินทางของเชษฐาและรพินทร์มาพบที่หล่มช้าง และได้ดารินช่วยรักษาลูกชายที่บาดเจ็บให้ มีความโอ้อวดในด้านฝีมือการยิงปืนของตนเอง ดารินจึงแกล้งด้วยการท้าแข่งขันยิงปืน จนสุดท้ายก็ยอมรับในฝีมือของดารินและขอติดตามร่วมคณะเดินทางไปด้วย คะหยิ่นมีความสามารถในด้านการเลื้อยได้เหมือนงูเช่นเดียวกับจัน มองเห็นได้อย่างดีในที่มืดและพูดภาษาพม่าได้

ตัวละครรองภาคแรก

ครูพราน

หนานอิน

พรานนำทางคู่ใจพรานชด ประชากร หรือ ม.ร.ว.อนุชา วราฤทธิ์ น้องชายคนกลางของตระกูลวราฤทธิ์ที่ละทิ้งฐานะอันเป็นราชนิกูล บุกป่าฝ่าดงเพื่อค้นหาขุมทรัพย์เพชรพระอุมาอันเป็นตำนานเล่าขาน อายุประมาณ 50 ปี[14] รูปร่างผอมบาง มีบ้องกัญชาติดตัวในย่ามอยู่ตลอดเวลา มีวิชาคาถาอาคมเก่งกล้าพอตัว ในอดีตหนานอินเคยบวชเณรและร่ำเรียนจนเป็นพระ เก่งทั้งทางโลกและทางธรรม แต่สึกออกมาเป็นพรานล่าสัตว์ในอายุเกือบ 30 ปี สถานภาพโสด ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งแน่นอนเป็นคนช่วยชีวิตแงซายตอนเด็ก ๆ ให้รอดพ้นจากอันตรายในการตามล่าของสิงหรา

หนานไพร

ครูพรานของรพินทร์ ไพรวัลย์ อายุมากกว่าหนานอินประมาณ 4 – 5 ปี เป็นพรานลาวเซิงที่เก่งกาจในด้านวิชาพรานในการเข้าป่าล่าสัตว์ มีเวทมนตร์คาถาอาคมและไสยศาสตร์ ในอดีตเคยบวชเป็นเณรและพระธุดงค์ แต่บวชได้ไม่นานก็ต้องสึกจากเพศบรรพชิตมาเป็นพรานล่าสัตว์ดังเดิม ติดฝิ่นอย่างรุนแรงหนานไพรเป็นคนเล่าตำนานขุมทรัพย์เพชรพระอุมาให้รพินทร์ฟังก่อนตายหลังจากได้รับบาดเจ็บจากกระทิงขวิดหนึ่งปี เป็นคนสั่งสอนและถ่ายทอดวิชาคาถาอาคมต่าง ๆ ให้แก่รพินทร์ รวมทั้งประสบการณ์ในการเดินป่าและอาถรรพณ์ของป่าที่หนานไพรเคยประสบมา

อาณาจักรนิทรานคร

มันตรัย

ราชปุโรหิตแห่งอาณาจักรนิทรานคร อายุประมาณ 50 ปี รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าตอบ ผิวแห้งติดกระดูก นัยน์ตาลึกใหญ่ ศีรษะโล้นเลี่ยน นุ่งห่มร่างกายด้วยผ้าที่ย้อมเปลือกไม้สีคล้ำ สวมลูกปะคำห้อยคอ[18] มักใหญ่ใฝ่สูงในอำนาจวาสนา ต้องการครอบครองอาณาจักรนิทรานคร แอบหมายปองในตัวจิตรางคนางค์ มกุฎราชกุมารี พระธิดาในพระเจ้ามหิทธิเดชะ กษัตริย์ผู้ครอบครองอาณาจักรนิทรานคร รักษาพระเจ้ามหิทธเดชะด้วยการควักนัยน์ตาข้างหนึ่งของตนเองเพื่อปรุงยารักษา แต่บังอาจกราบทูลขอจิตรงคนางค์เป็นการตอบแทน แต่ภายหลังที่จิตรางคนางค์สิ้นพระชนม์ด้วยยาพิษ กลับแปรเปลี่ยนมาหมายปองพันธุมวดี พระธิดาในกษัตริย์ชัยสุริยาแทน

พันธุมวดี

ธิดากษัตริย์ชัยสุริยา กษัตริย์ผู้ครอบอาณาจักรนิทรานครลูกพี่ลูกน้องของจิตรางคนางค์ มกุฎราชกุมารี ลักษณะรูปร่างงดงามทั้งหน้าตาและกิริยา ไร้ซึ่งฝีมือทางด้านวิทยายุทธ แต่มีความสามารถทางด้านนาฏศิลป์และร่ายรำ ต่อมาได้รับการสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารีแห่งอาณาจักรนิทรานครเช่นเดียวกับจิตรางคนางค์ ที่ภายหลังสิ้นพระชนม์ด้วยยาพิษ[20] พันธุมวดีมีวรมันต์เป็นขุนพลคู่พระทัย คอยปกป้องภยันอันตรายต่าง ๆ รวมทั้งมันตรัย ราชปุโรหิตที่บังอาจเอื้อมหมายปองในตัวของพระองค์ ภายหลังอาณาจักรนิทรานครล่มสลายถูกฝังอยู่ภายใต้ผืนแผ่นดิน พันธุมวดีถูกมันตรัยจองจำดวงวิญญาณไว้และนำร่างบรรจุลงในโลงแก้ว บังคับให้กลายร่างเป็นค้าวคาวยักษ์คอยออกสูบเลือดในตอนกลางคืน[21]

วรมันต์

ขุนพลคู่พระทัยพันธุมวดี นางพญาแห่งอาณาจักรนิทรานคร เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ มีฝีมือทางด้านวิทยายุทธ ถูกมันตรัยสาปให้วิญญาณอยู่ภายในร่างของก็องกอย อาศัยอยู่ภายในป่ารอบอาณาจักรนิทรานครที่ล่มสลาย ลักษณะรูปร่างเหมือนเด็ก ใบหน้ามีขนาดเล็กแต่เหี่ยวย่นเช่นคนสูงอายุ ผิวคล้ำ จมูกแบนแฟบมองเห็นรูกลวงกลางใบหน้า ฟันด้านล่างครอบฟันในแถวด้านบนในลักษณะใบหอกสามซี่เรียงกัน มีเขี้ยวสองคู่ที่ริมฝีปาก นัยน์ตากลมโต ผมยาวเป็นกระเซิง ช่วงขายาวเรียวแต่แขนสั้นและเต็มไปด้วยขนรุงรัง ท้องป่อง มีกลิ่นเหม็นสาบคล้ายกลิ่นศพ เมื่อได้รับบาดเจ็บไม่มีเลือดออกจากบาดแผล[22]มีรอยเท้ากว้างประมาณ 3 นิ้ว ลักษณะคล้ายกับรอยเท้าลิงเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการวิ่งเขย่ง[23]

หุบเขานิลกาญจน์

วายา

เจ้าแห่งลิงผู้ปกครองฝูงลิงจำนวนมากภายในหุบเขานิลกาญจน์ อายุประมาณ 60 ปี รูปร่างสูงใหญ่ กำยำ ร่างกายปกคลุมด้วยเส้นขนสีดำปนน้ำตาล มีรูปร่างลักษณะคล้ายครึ่งคนครึ่งลิง ใบหน้าเรียวยาว หน้าผากสูง ริมฝีปากยื่นหนา กรอบตาลึก แผงอก หัวไหล่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ[24] วายาเป็นต้นตระกูลของเผ่าพันธุ์มนุษย์ชาติ นีแอนเดอร์ธอลส์ แมน เดิมมีมนุษย์อาศัยอยู่กับบิดามารดาภายในถ้ำเหนือยอดเขา แต่ถูกสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์เช่นไดโนเสาร์สามเขาบุกขึ้นไปทำร้าย บิดามารดาตายเหลือเพียงวายาเท่านั้นที่รอดชีวิต ลิงที่อาศัยในหุบเขานิลกาญจน์ สงสารวายาที่กำพร้าบิดามารดา จึงเก็บมาเลี้ยงและให้ดำรงตำแหน่งเจ้าแห่งลิง

ฤๅษีโกฑัญญะ

ฤๅษีชาวเนปาลผู้บำเพ็ญเพียรและตบะ จนถึงขั้นได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุพระอรหันต์ บำเพ๊ญเพียรภาวนาด้วยระยะเวลากว่า 90 ปี จนร่างกายเปลี่ยนจากเนื้อหนังของมนุษย์กลายเป็นหิน มีเศษใบไม้และหยากไย่รุงรังปกคลุมร่างกาย ฤๅษีโกฑัญญะบำเพ็ญเพียรตบะอยู่เหนือยอดเขาภายในหุบเขานิลกาญจน์ และเป็นจุดศูนย์รวมความเคารพและความศัทธราของวายาและฝูงลิงในหุบเขานิลกาญจน์ ล่วงรู้ด้วยญาณวิเศษถึงอดีตและจุดมุ่งหมายในการเดินทางของแงซาย รวมทั้งอดีตชาติของรพินทร์และดาริน แงซายเป็นผู้พบฤๅษีโกฑัญญะโดยบังเอิญ ในขณะสำรวจรอบ ๆ บริเวณถ้ำของวายา ก่อนพารพินทร์ เชษฐา ดารินและทุกคนในคณะไปนมัสการและฝากตัวเป็นลูกศิษย์

มรกตนคร

เมยานี

บุตรสาวเพียงคนเดียวของผู้เฒ่าอรชุน อดีตแขนขวาของกษัตริย์วิษณุพรหมนาถ กษัตริย์แห่งมรกตนคร อายุประมาณ 21-22 ปี รูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงเยี่ยงบรุษเพศ ใบหน้าคมเข้ม ผิวขาว นัยน์ตาคม ผมยาวดำเป็นมัน เชี่ยวชาญเก่งกาจในทักษะด้านการต่อสู้บนหลังม้า และการใช้ศาสตราวุธทุกประเภท เช่น ดาบ ธนู ง้าว รวมถึงเล่ห์กลต่าง ๆ ในการรบ โดยได้รับการฝึกฝนจากอรชุนผู้เป็นบิดา เมยานีเป็นกำลังสำคัญในการรบแบบกองโจร ได้รับมอบหมายจากอรชุนให้เป็นผู้ไปรับตัวแงซายเมื่อเข้าเขตมรกตนคร ก่อนจะพามาหลบซ่อนตัว และร่วมมือกับแงซายและรพินทร์ ไพรวัลย์ พร้อมด้วยทุกคนในคณะเดินทาง กอบกู้ราชบัลลังก์คืนจากสิงหราชและรหัสยะ ภายหลังได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นราชินีแห่งมรกตนคร

อรชุน

อดีตนายทหารเอกเบื้องซ้ายคนสำคัญของกษัตริย์วิษณุพรหมนาถ กษัตริย์แห่งมรกตนคร เป็นชายสูงวัย ผมขาวเป็นดอกเลาทั่วทั้งศีรษะ นัยน์ตาเป็นประกายแวววาวแจ่มใส ปราดเปรียว แข็งแรง สง่างามตามแบบชายชาติทหาร ที่เต็มไปด้วยพละกำลัง อำนาจและความเฉียบขาด อรชุนมีบุตรสาวคนเดียวคือเมยานี และมีความสามารถทางด้าน โหราศาสตร์ และดาราศาสตร์ ตามที่ได้ร่ำเรียนวิชาจากจากมหาปุโรหิตประจำราชวงศ์เทพแห่งอาณาจักรมรกตนคร จนเก่งกล้าสามารถอ่านฤกษ์ยามและดวงดาวบนท้องฟ้าได้ทุกดวง สามารถล่วงรู้ถึงการมีชีวิตอยู่และกลับมายังมรกตนครของแงซาย จึงมอบหมายให้เมยานีผู้เป็นบุตรสาว ออกไปรับตัวแงซายก่อนที่กองทัพของรหัสยะจะไปถึง

รหัสยะ

พระอนุชาของกษัตริย์สิงหรา กษัตริย์แห่งมรกตนคร ที่แย่งชิงราชบัลลังก์จากกษัตริย์วิษณุพรหมนาถ เป็นชายฉกรรจ์ รูปร่างล่ำสัน แข็งแรง มีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่คล้ายกับรอยแผลที่เกิดจากดาบ พาดผ่านปลายดั้งจมูกลงมาถึงมุมขากรรไกรด้านขวาของใบหน้า นัยน์ตาลุกโพลงและแข็งกระด้าง ไว้หนวดเครา หน้าตาเหี้ยมโหดและดุร้าย รหัสยะดำรงตำแหน่งอุปราชแห่งมรกตนคร เป็นผู้จับกุมตัวรพินทร์ ไพรวัลย์ เชษฐา วราฤทธิ์ ดาริน วราฤทธิ์และทุกคนในคณะเดินทางเป็นเชลย นำไปคุมขังไว้ภายในคุกใต้ดินรวมกับอนุชา วราฤทธิ์และหนานไพร ภายหลังแงซายท้าทายรหัสยะให้ต่อสู้ด้วยจนกระทั่งตายในสนามรบ

กุตะมะ

อดีตนายทหารเอกเบื้องขวาคนสำคัญของกษัตริย์วิษณุพรหมนาถ กษัตริย์แห่งมรกตนคร คู่กับอรชุน เป็นชายสูงวัย ผมขาวเป็นดอกเลาทั่วทั้งศีรษะ เป็นหม้ายเนื่องจากภรรยาตาย ไม่มีบุตรไว้สืบสกุลกุตะมะเคยเป็นอดีตเพื่อนรักของอรชุน และรักเอ็นดูเมยานีราวกับบุตรสาว รวมถึงการถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้ ระหว่างเกิดการแย่งชิงราชบัลลังก์ของสิงหรา กุตะมะทรยศกษัตริย์วิษณุพรหมนาถและอรชุน โดยอ้างว่ามีผู้เอาดาบมาจ่อคอบิดามารดาของตนเพื่อบังคับให้ทรยศ และกลายมาเป็นนายทหารเอกคนสำคัญของกษัตริย์สิงหรา ภายหลังกุตะมะยอมทรยศสิงหรา ซ้อนแผนเปลี่ยนฝ่ายเพื่อช่วยเหลืออรชุนกอบกู้ราชบัลลังก์คืนแก่แงซาย และตายด้วยคมหอกขณะออกรบเคียงข้างจักราชในเวลาต่อมา

วาชิกา

แม่มดชราผู้เรืองเวทย์ เก่งกล้าทางด้านคาถาอาคม สามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าในอนาคตอย่างแม่นยำ แต่เดิมวาชิกาเป็นหญิงสาวพรหมจรรย์ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์แห่งมรกตนครมาโดยตลอด จนถึงสมัยของกษัตริย์วิษณุพรหมนาถ วาชิกาไม่สามารถยับยั้งร่องรอยการเหี่ยวย่นและความชราของตนเองได้ จำเป็นจะต้องใช้เลือดของหญิงสาวพรหมจรรย์หล่อเลี้ยงร่างกายอาทิตย์ละครั้ง เพื่อให้คงสภาพร่างกายไว้ แต่กษัตริย์วิษณุพรหมนาถไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่โหดร้าย จึงถูกสิงหรากำจัดและแย่งชิงราชบัลลังก์ภายใต้ความเห็นชอบและยุยงของวาชิกา ภายหลังแงซายแย่งชิงราชบัลลังก์กลับคืนมาได้ และได้เผาทำลายร่างชราของวาชิกาด้วยผ้าเปื้อนเลือดประจำเดือนของหญิงพรหมจรรย์คนหนึ่งในมรกตนครนั้นเอง โดยพรานบุญคำเป็นคนไปหามา

ใส่ความเห็น